จากกระแสกักตุนอาหารสำเร็จรูป หากนักลงทุนเดินทางไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตช่วงนี้คงจะเห็นอะไรดีๆในหุ้น TU อย่างแน่นอน เพราะชั้นวาง ซีเล็คทูน่า ส่วนใหญ่จะเหลือแต่ความว่างเปล่า! แต่ระวังติดกับดัก...เพราะยอดขายทูน่ากระป๋องเป็นสัดส่วนรายได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งอาหารแช่แข็งที่ส่งให้โรงแรม-ร้านอาหาร และธุรกิจร้าน Red Lobster ในอเมริกาที่ถูกสั่งปิดทุกสาขา


วันทำการล่าสุด(26 มี.ค. 63)ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ดิ่งลงอย่างหนักเช่นกัน โดยระหว่างวันลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 13.40 บาท ก่อนจะฟื้นมาเล็กน้อยปิดตลาดไปที่ 13.50 บาท ลดลง 1.80 บาท หรือ -11.76% ด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายหนาแน่น โดยเพิ่มขึ้นถึง 222.13% จากค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า


*** ก่อนหน้านี้ราคาขึ้นมาแรง เพราะกระแสกักตุนสินค้า อาจดันยอดขายโตมากกว่า 100%


ก่อนที่ TU จะดิ่งแรงเช่นนี้ ราคาหุ้นเคยปรับขึ้นมาจากราคาปิด 13 บาทเมื่อวันที่ 13 มี.ค.63 ขึ้นไปแตะ 15.50 บาท ในวันที่ 25 มี.ค.63 มาแล้ว ซึ่งก็เป็นเพราะกระแสกักตุนสินค้า โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปอย่างผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช้เพียงกระแสในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรปที่ TU วางขายผลิตภัณฑ์อยู่ด้วย


ซึ่งนักวิเคราะห์จาก บล.คันทรี่ กรุ๊ป มองว่ากลุ่มสินค้าทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) เช่นทูน่ากระป๋อง ที่มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 44% ของรายได้รวม มียอดขายที่เพิ่มขึ้นมากเพราะลูกค้าต้องการไปเก็บไว้บริโภคในช่วงที่ต้องปฏิบัติงานที่บ้านตามนโยบาย Work from home ในหลายๆประเทศ ซึ่งยอดขายในประเทศไทยช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. คาดว่าจะเติบโตในระดับมากกว่า 100% ได้ รวมถึงรายได้จากธุรกิจ Online อย่าง Q Fresh ในประเทศไทยก็เติบโตมากขึ้นเช่นกัน


ส่วนบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ยอดจําหน่ายทูน่าและซาร์ดีนกระป๋องในสหภาพยุโรปเองก็เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ เพราะหลายประเทศปิดเมือง ทำให้ผู้บริโภคต้องทําอาหารทานที่บ้านแทนการออกไปทานนอกบ้านนอกจากนี้ ยังคาดว่ายอดขายอาหารกระป๋องจะเติบโตต่อเนื่องในเดือนเม.ย.-พ.ค. 63 อีกด้วย


*** แต่อย่าให้ภาพดีๆด้านเดียวมาหลอก เพราะรายได้ส่วนที่เหลือโดนกระทบหนักมาก!


TU ยังมีสัดส่วนรายได้ก้อนใหญ่ถึง 42% มาจากธุรกิจส่งอาหารทะเลแช่แข็งให้กับลูกค้ากลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งยอดขายกลุ่มนี้ลดลงมาก ตามผลกระทบทางลบโดยตรงจากโควิด-19 เพราะในสหรัฐฯได้สั่งปิดโรงแรมและร้านอาหาร


ส่วนธุรกิจร้านอาหาร Red Lobster ซึ่งเป็นของ TU เองก็ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดทั่วสหรัฐฯ โดย บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุไว้ว่า ที่สหรัฐฯ Red Lobster ถูกปิดร้านอาหารไปทั้งหมด ปัจจุบันปรับตัวมาขายแบบส่งถึงบ้าน(Delivery)แทนแต่ไม่สามารถชดเชยได้ เพราะยอดขายลดลงไปกว่า 70 - 80% ส่วนค่าใช้จ่ายทางบริษัทพยายามปรับลด อย่างเช่นชะลอการจ่ายค่าเช่า การปรับลดเงินเดือนผู้บริหาร เป็นต้น


ซึ่งธุรกิจ Red Lobster จะกลับกลับมามีขาดทุนอีกครั้ง เพราะไตรมาส 1 จะเป็นช่วงที่มีผลประกอบการดีที่สุดของปี แต่ด้วยแนวโน้มในปี 63 ที่ไตรมาสแรกอาจขาดทุน จึงทำให้ทั้งปีมีแนวโน้มจะขาดทุน ซึ่ง TU ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนเข้ามาเพิ่มขึ้น (ปี 62 รับรู้เข้ามาประมาณ 140 ล้านบาท ส่วนปี 63 ประเมินเบื้องต้นว่าจะรับรู้ขาดทุนเข้ามาประมาณ 200 - 300 ล้านบาท) 


นอกจากนี้ด้วยสถานการณ์ที่ย่ำแย่ บล.เอเซีย พลัสระบุว่า TU เลือกที่จะไม่รับปันผลจาก Red Lobster ราว 250 ล้านบาท/ไตรมาส จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยเงินปันผลดังกล่าวจะสะสมรวมกับงวดถัดๆไปให้ TU ได้รับเงินสดในภายหลัง ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่า TU จะสามารถบันทึกเงินปันผลเข้ามาในงวด 1/63 (accrual basis) และจะได้รับเงินสดในภายหลัง


*** หักลบประเด็นบวก/ลบ ออกมากลางๆ ผลงานไม่ได้ดีหรือแย่กว่าที่คาดไว้


แม้ปัจจุบันจะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลดีหรือผลเสียต่อ TU จากการเกิดขึ้นของโควิด-19 เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็วผลประกอบการก็จะกลับสู่ระดับปกติทันที แต่หากเหตุการณ์เป็นดังนั้น ยอดขายจากการกักตุนก็จะชะลอลงสู่ระดับปกติ ส่วนยอดขายกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารก็จะฟื้นกลับมาเช่นกัน ดังนั้นก็ไม่ได้ถือว่าได้รับผลดีจากโควิด-19 เลย


ซึ่งเบื้องต้น บล.คันทรี่ กรุ๊ป ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิ TU ปี 63 ลงจากเดิม 6% มาอยู่ที่ 5,649 ล้านบาท เพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการของ Red Lobster ที่คาดว่าจะพลิกมาขาดทุนตามที่กล่าวไป อย่างไรก็ตามหากยอดขายในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมกับผลดีของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา อาจจะช่วยลดผลกระทบจาก Red Lobster ได้

ยังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 18.90 บาท


ส่วน บล.เอเซีย พลัส ปรับลดประมาณการกําไรสุทธิ ปี 63 - 64 ลง 6% และ 3.5% จากเดิมตามลำดับ สะท้อนส่วนแบ่งกำไรจาก Red Lobster ที่ลดลง โดยคาดกำไรสุทธิปี 63 - 64 จะเติบโต 26.6% และ 9.4% เป็น 4,831 ล้านบาท และ 5,286 ล้านบาท ตามลำดับ

แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 18 บาท(เดิม 20 บาท)


*** มีประเด็นซื้อหุ้นคืน 1 เม.ย.นี้ รออยู่!


แม้ผลกระทบต่างๆ จะทำให้ผลประกอบการและ โดยเฉพาะราคาหุ้นของ TU ที่ลดลงกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังมีประเด็นบวกสำคัญๆอยู่ เพราะอย่าลืมว่าบริษัทได้ประกาศจะเข้าซื้อหุ้นคืนจำนวนถึง 200 ล้านหุ้น หรือ 4.19% ของหุ้นที่ชำระแล้ว ด้วยวงเงิน 3 พันล้านบาท ผ่านกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 เม.ย. - 30 ก.ย.63 น่าจะเป็นอีกประเด็นที่ช่วยหนุนราคาหุ้นได้บ้าง หากบริษัทใจป้ำยอมซื้อในราคาสูงๆ


*** สุดท้าย ควรซื้อไหม ? 


จากการสำรวจคำแนะนำของนักวิเคราะห์พบว่าแนะนำซื้อเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นหลักๆก็คือมองว่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์และยูโรจะเป็นตัวหนุนผลงานที่น่าลุ้นที่สุด 

บล. คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย
ยูโอบี เคย์เฮียน ถือ 16.40
กรุงศรี ซื้อ 17.50
ฟิลลิป ซื้อเก็งกำไร 17.90
เอเซียพลัส ซื้อ 18
ฟินันเซีย ไซรัส ซื้อ 18.50
ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ซื้อ 18.90


ต้องบอกว่า TU ตอนนี้เป็นทางสายกลาง เพราะทูน่ากระป๋องก็ขายดีขึ้นๆ ขณะที่อาหารทะเลแช่แข็งก็แย่ลงๆ จนมาเจอกันตรงกลางคือผลประกอบการไม่ได้ดีไปกว่าที่คาดกันไว้ตอนแรกเลย ดังนั้นหากนักลงทุนยังอยากได้หุ้นตัวนี้อยู่ ก็ควรไปใส่ใจกับค่าเงินบาทที่น่าจะหนุนผลงานได้จริงๆ มากกว่า!  

Tell us about you

Find us at the office

Kajioka- Constanza street no. 39, 50889 Kuala Lumpur, Malaysia

Give us a ring

Deunte Staunton
+59 850 269 756
Mon - Fri, 10:00-14:00

Reach out